ทัวร์บุญที่ประเทศเมียนม่าร์ (พม่า)

 ปลื้มๆๆ เอาบุญตักบาตร 30000 รูปที่มัณฑะเลย์ ที่เมียนม่าร์ มาฝากทุกๆ ท่าน


ที่มัณฑเลย์มีวัดมากมาย และมีวัดที่สำคัญคือวัดกุโสดอ Kuthodaw Temple พระเจ้ามินดง ทรงสร้างวัดแห่งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 5 มหกรรมแห่งมหากุศลที่พระองค์ทำสำเร็จ ในปี พ.ศ. 2414 จึงโปรดฯให้จารึกพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ ลงบน หินอ่อน 729 แผ่น แผ่นละ 2 หน้า รวม 1,428 หน้า (ส่วนของประเทศไทยมีพระไตรปิฏกหินอ่อนที่พุทธมณฑล 1418 แผ่นๆ ละหน้าเหมือนกัน)และหนังสือกินเนสบุ๊คได้บันทึกไว้ว่า เป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีการสร้างเจดีย์ขาวๆเรียกว่า เจดีย์น้อย เรียงรายอยู่มากมายดูสวยงาม ครอบหินจารึกภาษาบาลี ตรงกลาง ด้านในของวัด เป็นที่ตั้งของเจดีย์ทรงกลมในรูปแบบของพม่าที่ได้จำลองแบบมาจาก มหาเจดีย์ชเวสิกอง ที่พุกามนั่นเอง เจดีย์แห่งนี้มีชื่อเรียกว่า “มหาโลกมารชิน” ที่ชาวพม่านับถือกันมาก

มีเด็กๆ ชาวพม่านำดอกไม้มาขายเพื่อบูชาพระพวงละ 1000 จ๊าด ได้อุดหนุนทำบุญกับเด็กๆ และได้ทำบุญบูชาพระด้วย ทราบว่าวัดนี้ชาวพม่าได้ช่วยกันดูแล ปัจจัยที่ได้หยอดตูทำบุญจึงเป็นไปเพื่อบูรณะวัดและศาสนสถานทั้งสิ้น


วัดชเวนันดอว์ (Shwenandaw monastery) วัดนี้สร้างโดยพระเจ้าธีบอ เมื่อปี พ.ศ. 2421 โดยถอดสลักและย้ายพระตำหนักนี้มาจากพระราชวังมัณฑะเลย์ด้านใน พระตำหนักทองชเวนันดอว์นี้ นับเป็นพระราชวังโบราณดั้งเดิมหนึ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ของพม่า ซึ่งเดิมเป็นที่ประทับของพระเจ้ามินดง แล้วมาประกอบใหม่ที่วัดแห่งนี้ เมื่อ 10 ตุลาคม พ.ศ.2421 แล้วเสร็จในอีก 21 วันต่อมา  
      พระตำหนักทองนี้ แรกเริ่มเดิมทีเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังในอมรปุระ ภายหลังได้ย้ายมาที่พระราชวังมัณฑะเลย์ ทางทิศเหนือ โดยมีความเชื่อว่าเป็นที่สถิตของพระวิญญาณพระเจ้ามินดง บิดาของพระองค์ มีเรื่องเล่าว่าเมื่อพระเจ้าธีบอทรงนั่งวิปัสนากรรมฐานนั้น พระองค์ยังเห็นพระเจ้ามินดงประทับบนฟูกประทับอยู่ จึงได้นำมาถวายวัด.

ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่หรือร่ำรวยสักปานใด
เมื่อจากโลกนี้ไป 
สิ่งที่เหลือไว้และติดตัวไปช่วยเราได้ในโลกหน้าคือ
ความดีและบุญกุศลเท่านั้น


เจดีย์ชเวสิกอง เมืองพุกาม ประเทศพม่า Shwezigon Pagoda เป็นเจดีย์สีทองอร่ามที่สวยที่สุดและสูงโดดเด่นในเขตเมืองเก่าพุกาม ถือเป็น 1 ใน 5 มหาเจดีย์ของประเทศพม่า ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุสำคัญทั้งหมด 3 ส่วน คือ พระทันตธาตุหรือพระเขี้ยวแก้ว 1 ใน 4 องค์(จำลอง?) ที่พระเจ้าอนิรุทธ์ได้อัญเชิญพระสารีริกธาตุมาจากศรีลังกาโดยไว้บนหลังช้างเผือก พระธาตุกระดูกไหล่ ที่นำมาจากเมืองศรีเกษตร และพระธาตุพระนลาฏ 
        เป็นมหาเจดีย์ใหญ่ที่สวยงามและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศพม่า มีความสูง 160 เมตร อยู่บนฐาน 3 ชั้น มีบันไดขึ้นทั้ง 4 ทิศ ลักษณะของเจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำแบบมอญ ประดับด้วยช่ออุบะได้อย่างสวยงามมีแถบคาดรอบองค์ระฆังที่เรียกว่า รัดอก แซมลวดลายประดับอย่างสวยงามทั้งขอบล่างและขอบบน เจดีย์นี้เริ่มสร้างสมัยพระเจ้าอโนรธามหาราช (พ.ศ.1587 – 1620) มาเสร็จสิ้นสมัยพระเจ้าจันสิตตา (พ.ศ.1627 - 1656) รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์พุกาม โดยแล้วเสร็จใน พ.ศ.1629 รวมเวลาก่อสร้างกว่ายี่สิบปี
      จุดที่น่าสนใจอีกแห่ง คือ บริเวณลานหน้าบันไดทางขึ้นสู่เจดีย์ทิศตะวันออก มีบ่อเล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว ลึก 2 นิ้ว ใส่น้ำไว้เพื่อมองลงไปจะเห็นยอดเจดีย์ที่สะท้อนลงมายังผิวน้ำอย่างมหัศจรรย์ (อีกแนวคิดว่า จะให้กษัตริย์เมื่อมากราบพระเจดีย์จะไม่ได้แหงนหน้าดูยอดเจดีย์) จุดนี้จึงกลายเป็นจุดขอพรที่ชาวพม่ามักจะมานั่งคุกเข่าขอพรเป็นประจำ
 ทางคณะได้มากราบสักการะเวียนประทักษิณรอบพระเจดีย์ชเวสิกอง เจดีย์ทองแห่งชัยชนะ เป็นที่ปลื้มใจยิ่งนัก เอาบุญมาฝากทุกๆ ท่าน


อานันทวิหาร ได้รับการยกย่องว่าเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ ที่งดงามมากที่สุดในพุกาม และได้รับยกย่องว่าเป็น “เพชรน้ำเอกของพุทธศิลป์สกุลช่างพุกาม” เป็นวัดที่สร้างในสมัย พระเจ้าจันสิตตา (ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.1672-1655) กษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์พุกาม พระองค์เคยเป็นทหารคู่พระทัยของพระเจ้าอโนรธามหาราช อีกทั้งได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่อีกพระองค์หนึ่ง
                   มีเรื่องเล่าว่า กาลครั้งหนึ่ง อินเดียซึ่งเป็นดินแดนต้นกำเนิดพุทธศาสนาถูกกองทัพชาวมุสลิมเข้าโจมตี ทำลายพระพุทธศาสนา พระภิกษุอินเดียบางส่วนหนีภัยเข้ามายังพุกามประเทศ ในจำนวนนั้นมีพระภิกษุ 8 รูปที่พร้อมด้วยจริยาวัตรงดงาม เดิมอาศัยอยู่ที่วิหาร “นันทมูล” บริเวณเทือกเขาหิมาลัย จึงพรรณนาถึง นันทมูลวิหารอยู่บ่อยๆ พระเจ้าจันสิตตาทรงทราบเรื่องจึงเกิดความเลื่อมใส และเกิดแรงบันดาลใจให้พระองค์ดำริจะสร้างวิหารนี้ขึ้น จึงทรงขอให้พระภิกษุเหล่านั้นร่างภาพวิหารนันทมูลขึ้นมาเป็นแบบ แล้วโปรดเกล้าฯให้สร้างวิหารตามแบบนั้นในปี พ.ศ. 1634 ขนานนามว่า “อานันทวิหาร” ซึ่งคำว่า “อนันต์” มีความหมายว่า วิหารนี้จะคงอยู่คู่พุกามตลอดไป
             ภายในวิหารเป็นที่ประทับของพระพุทธรูปประทับยืนแกะสลักจากไม้ทั้ง 4 ทิศและมีจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องวิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรมในสมัยพุกามประดับอยู่โดนรอบวิหาร 
ทางคณะได้มาทำบุญบูชาพระ และสวดมนต์เวียนประทักษิณเอาบุญมาฝากทุกๆ ท่าน

ที่มา
http://his-art-asian.blogspot.com/2017/10/blog-post_74.html?m=1


ช่วงบ่ายทางคณะได้เดินทางกลับมาจากพุกามแล้วแวะกราบสักการะเวียนประทักษิณและทำบุญที่”เวสนาเจดีย์” หรือที่เรียกกันว่า”เจดีย์หยก”ถูกสร้างขึ้นจากหยกทั้งหมดโดยเศรษฐีที่เคยยากจนมาก่อนและชาวพม่า นับว่าเป็นเจดีย์หยกองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งสูงสง่าอยู่บนเนินเขาที่ Hsin Ywa หมู่บ้าน Myinhmu ในเขตเมืองหลวงเก่าอมรปุระ เขตเมืองมัณฑะเลย์พม่าตอนบน ซึ่งกษัตริย์ราชวงศ์สุดท้ายได้ทรงย้ายเมืองหลวงอมรปุระไปยังนครมัณฑะเลย์ในเวลาต่อมา
      ส่วนความสูงของเจดีย์นั้นสูง 75 ฟุต 6 นิ้วและมีพระพุทธหยกแกะสลักประดับอยู่บนองค์เจดีย์ถึง 30,000 องค์แต่ละองค์มีเส้นรอบวง 2 นิ้ว มีพระพุทธรูปหยกขนาดใหญ่อยู่ 4 ทิศสำหรับหยกนั้น ชาวบ้านได้ช่วยบริจาคกันนานถึง 25 ปีจึงได้หยกเนื้อดีมาประดับเต็มเจดีย์ มีมูลค่ามากมายแทบประเมินค่าไม่ได้
   ชาวเมียนมาร์ส่วนใหญ่ 92% นับถือและศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ไม่ว่าเศรษฐีหรือชาวบ้านเมื่อหาทรัพย์มีสมบัติเกิดขึ้นก็นำส่วนหนึ่งมาทำบุญสร้างกุศลในตนเอง ถือว่าเป็นต้นบุญต้นแบบให้ชาวพุทธทั่วโลกได้เป็นอย่างดี เอาบุญมาฝากทุกๆ ท่าน สาธุๆๆ


"พระมหามัยมุนี" หรือ "พระมหาเมี๊ยะมุนี" พระศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง คำว่า "มหามัยมุนี" แปลว่า "ผู้รู้อันประเสริฐ" เดิมพระเจ้าจันทสุริยะ กษัตริย์ของชาวยะไข่แห่งเมืองธัญญวดี โปรดฯให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.689 ไว้
         ต่อมาพระมหาอุปราช พระสีหสุรมหาธรรมราชา ข้ามป่าเขาลำเนาไพร ตามคำสั่งของพระราชบิดาพระเจ้าโบดอ (พระเจ้าปะดุง) ที่รบชนะยะไข่แล้วให้นำมาประดิษฐานที่เมืองมัณฑะเลย์นี้เมื่อครั้ง พ.ศ.2308 มีรูปภาพเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ภาพเขียนประวัติศาสตร์
        ด้วยความที่เชื่อกันต่อ ๆ มาว่า "พระมหามัยมุนี" เป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต เพราะด้วยเหตุที่ได้รับประทานพร หรือบางตำรา ก็ว่าได้รับประทานลมหายใจจากพระพุทธเจ้า ดังนั้น จึงมีประเพณี "ล้างพระพักตร์" ถวาย เป็นประจำทุกเช้า ในเวลาตี 4 ได้ปฏิบัติติดต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนานนับ 200 ปี
     ผู้ที่มาร่วมพิธี ถ้าเป็นพระจะได้นั่งด้านหน้าใกล้องค์พระมากที่สุด ต่อมาเป็นอุบาสกและอุบาสิกา ใครมาก่อนนั่งข้างหน้าใครมาที่หลังนั่งถัดไปถ้าลุกจะเสียที่นั่งทันที ได้มาเห็นศรัทธาชาวเมียนมาร์ที่มีต่อพระพุทธศาสนาแล้ว น่าปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง
  คณะที่มาครั้งนี้ได้สวดมนต์บูชาพระ ติดแผ่นทองที่พระมหามัยมุนี ได้หยอดตู้ทำบุญเอาบุญมาฝากทุกๆ ท่าน สาธุๆๆ

เพิ่มคำบรรยายภาพ




ติโลมินโล เจดีย์ฉัตรตั้ง แห่งเมืองพุกาม (htilominlo temple) เป็นเจดีย์ที่ได้รับการยกย่องว่ามีความสวยงามมากทั้งภายในและภายนอก สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าติโลมินโล เมื่อปี พ.ศ.1761 ณ จุดที่ใช้ฉัตรเสี่ยงทายในการเลือกพระองค์เป็นพระราชา เพราะเมื่อเสี่ยงทายปรากฏว่าฉัตรโน้มไปทางเจ้าชายชัยสิงห์ ซึ่งต่อมาได้เป็นกษัตริย์ พระนาม “นาตองมยา” หรือ “พระเจ้าติโลมินโล” ซึ่งแปลว่า “กษัตริย์ฉัตรตั้ง” เป็นรัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์พุกาม
       ได้สร้างแบบก่ออิฐถือปูน โดยรูปแบบสถาปัตยกรรมให้สร้างตามมหาโพธิเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย ส่วนบนฐานกว้างด้านละ 43 เมตร และองค์เจดีย์สูง 46 เมตร ภายในวิหารมีช่องบันได เดินขึ้นสู่ระเบียงชั้นบนได้  และวิหารแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นวิหารองค์สุดท้ายที่มีการสร้างในแบบสถาปัตยกรรมพุกาม  ภายในวิหารมีพระพุทธรูป 4 องค์ที่ชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สองของวิหาร ภายในมีช่องแสงที่เมื่อส่องกระทบพระพุทธรูปแล้วงดงามมากมาย
   มาที่เมืองพุกามได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในอดีตแล้วอดปลื้มใจไม่ได้ที่บรรพบุรุษชาวเมียนมาร์ได้สั่งสมบุญสร้างถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนาจนกลายเป็นมรดกอันยิ่งใหญ่สวยงามตกทอดแก่ชาวเมียนมาร์มาถึงปัจจุบันนี้ สาธุๆๆ












ปิดโครงการทัวร์บุญตักบาตรไหว้พระสักการะพระเจดีย์ที่มัณฑะเลย์และพุกาม กลับถึงไทยโดยปลอดภัยปลื้มปีติกันถ้วนหน้า โอกาสหน้าพบกันใหม่ เอาบุญมาฝากทุกๆ ท่าน















ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประเด็นน่าสนใจทางวิชาการ

พุทธศาสนายุคต่างๆ

กิจกรรมทัศนศึกษาวิชา"พระไตรปิฏกศึกษาและการสืบค้น"