ท่องประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา

ย้อนอดีต...ท่องประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา (ตอนที่ ๑)


ตอนที่ ๑ : เรากำลังศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในลักษณะใด ?

ในการศึกษา ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา” ถ้าเราเป็นเพื่อนกับโดราเอมอนหรือโนบิตะก็คงจะไม่ยากอะไร เพราะเราสามารถใช้เครื่องไทม์แมชชีนย้อนไปดูในสิ่งที่เราต้องการศึกษาได้ แต่ในความเป็นจริงเมื่อไม่เป็นเช่นนั้น เราจำต้องอาศัย เศษเสี้ยว” อันน้อยนิดของ จิกซอว์” (jigsaw) ทางประวัติศาสตร์ในแง่มุมต่าง ๆ ของพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นแนวทางในการเรียนรู้ต่อไป แต่ทำไมถึงพูดว่า เราอาศัยเศษเสี้ยวอันน้อยนิดของจิกซอว์ทางประวัติศาสตร์” นั่นเป็นเพราะอะไร ?

ก่อนอื่น เรามาดูความหมายของคำว่า ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา” กันก่อน โดยประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนานั้นมีความหมายอยู่ ๒ ลักษณะ ได้แก่

๑. ความหมายโดยกว้าง หมายเอา  เหตุการณ์ทั้งหมด  ที่เกิดขึ้นในอดีตของพระพุทธศาสนา ในแต่ละภูมิภาค ชนชาติ และอารยธรรม

๒. ความหมายโดยแคบ หมายเอา เหตุการณ์บางส่วน” ที่เกิดขึ้นในอดีตของพระพุทธศาสนาที่ถูกบันทึกขึ้น อาจจะเป็นคัมภีร์ ตำรา จดหมายเหตุ รวมถึงโบราณสถาน โบราณวัตถุต่าง ๆ โดยกลุ่มบุคคลหรือตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากความหมายทั้ง ๒ ลักษณะนี้ พบว่าสิ่งที่เราจะสามารถศึกษาเรียนรู้ได้จากประวัติศาสตร์จริง ๆ นั้น อยู่ในลักษณะที่ ๒ คือ ประวัติศาสตร์จากการบันทึก” นั่นหมายความว่า สิ่งที่เรากำลังศึกษาอยู่นี้เป็นเพียง เศษเสี้ยว” ของเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น

และถ้าจะขยับคิดอีกสักเล็กน้อย เราจะพบว่าใน เศษเสี้ยว” ที่ว่านี้ มีทั้ง ข้อเท็จและจริง” นั่นหมายความว่า ในเศษเสี้ยวของเหตุการณ์ที่ว่า เรายังไม่อาจบอกได้ว่าเหตุการณ์ใดจริง เหตุการณ์ใดเท็จ ตัวอย่างเช่น จำนวนนิกาย” ที่เกิดขึ้นในช่วง ๑๐๐ ถึง ๒๐๐ ปี หลังพุทธปรินิพพาน หลักฐานฝ่ายหนึ่งกล่าวว่ามี ๑๘ นิกาย” แต่หลักฐานอีกฝ่ายหนึ่งกล่าวว่ามี ๒๐ นิกาย” นอกจากนี้ยังรวมถึงมติในเรื่อง รูปแบบการแตกนิกาย” ที่ต่างกันออกไปอีกด้วย แล้วแท้ที่จริงมติใดถูกต้องกันแน่ ?

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า เราอาศัยเศษเสี้ยวอันน้อยนิดของจิกซอว์ทางประวัติศาสตร์” ในการศึกษา และเพื่อให้สามารถเข้าถึงความจริงทางประวัติศาสตร์ให้ได้ใกล้เคียงที่สุด เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรวบรวม จิกซอว์” แต่ละตัวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วนำมาศึกษาให้รอบด้านที่สุดเท่าที่จะทำได้

ย้อนอดีต...ท่องประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา (ตอนที่ ๒)



ตอนที่ ๒ : อารยัน” บรรพบุรุษของศากยวงศ์ เป็นใคร มาจากไหน ?

เรื่องราวในตอนนี้ เราจะย้อนหลังกลับไปราว ๑,๐๐๐-๑,๕๐๐ ปีก่อนพุทธศักราช หรือราว ๓,๕๐๐-๔,๐๐๐ ปีจากนี้ เป็นเรื่องราวการเข้ามาของชนเผ่า อารยัน” (Aryan) ซึ่งเป็นชนเผ่าที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นบรรพบุรุษของศากยวงศ์ และเป็นผู้วางรากฐาน ระบบวรรณะ” ที่มีผลมาถึงอินเดียในปัจจุบัน

อารยัน” เป็นชนเผ่าเชื้อสาย คอเคซอยด์” (Caucasoid) มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่บริเวณทุ่งราบทางตอนใต้ของรัสเซีย เป็นชนผิวขาว ร่างกายสูงโปร่ง จมูกโด่ง เป็นชนเผ่าที่มีความสามารถในด้านการรบ โดยสามารถนำม้าป่ามาฝึกฝนให้เชื่อง อีกทั้งยังสามารถประดิษฐ์รถศึกเทียมม้า และด้วยเหตุที่เป็นชนเผ่าที่อยู่ไม่ติดที่ เคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ๆ จึงทำให้เกิดอารยธรรมขึ้น ๒ สาย

อารยธรรมสายที่ ๑ เป็นการเคลื่อนตัวมุ่งไปทางทิศ ตะวันตก” ซึ่งนักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า ต่อมาได้กลายมาเป็นบรรพบุรุษของชาวยุโรป

อารยธรรมสายที่ ๒ เป็นการเคลื่อนตัวมุ่งไปทางทิศ ตะวันออกเฉียงใต้” เข้าสู่เปอร์เซียและอินเดียในปัจจุบันตามลำดับ ซึ่งอารยธรรมสายที่ ๒ นี้เอง ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของศากยวงศ์ และเป็นผู้วางรากฐานระบบวรรณะ


เป็นธรรมดาของการย้ายถิ่นฐานของผู้มาใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพทางการทหารย่อมยากต่อการหลีกเลี่ยงการปะทะกับชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมอย่างชนเผ่า มิลักขะ

เมื่อราว ๑,๐๐๐-๑,๕๐๐ ปีก่อนพุทธศักราช ชนเผ่า อารยัน” สายที่ ๒ ที่เคลื่อนตัวมุ่งไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ข้ามเทือกเขาฮินดูกูช (Hindu Kush) ผ่านช่องแคบไคเบอร์ (Khyber) เข้าสู่อินเดียทางอัฟกานิสถานในปัจจุบัน แล้วเข้าทำการสู้รบกับชนเผ่า มิลักขะ” จนสามารถครอบครองอินเดียตอนเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และตอนกลางไว้ได้ สำหรับผู้พ่ายแพ้ต่อการทำศึกอย่าง มิลักขะ” จึงถอยร่นลงมาสู่อินเดียตอนใต้ และมีบางส่วนที่ข้ามไปตั้งถิ่นฐานยังเกาะลังกา และถูกชนเผ่า อารยัน” เรียกว่า ทาสะ” (ทาสคนรับใช้) บ้าง หรือ ทัสยุ” (ผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระผู้เป็นเจ้า) บ้าง ซึ่งการกล่าวขานด้วยวาทกรรมเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็น จุดกำเนิดของระบบวรรณะ” ในกาลต่อมาก็ว่าได้




แวะข้างทาง : รู้ไหม คำว่า ฮินดู” “สินธุ” และ อินเดีย” เป็นคำคำเดียวกัน

หากมีคนมาบอกเราว่า ฮินดู” “สินธุ” และ อินเดีย” เป็นคำคำเดียวกัน เราก็อาจจะทำหน้างง ๆ แล้วคิดต่อไปว่า ฮินดูเป็นชื่อของศาสนาสินธุเป็นชื่อของแม่น้ำอินเดียเป็นชื่อของประเทศไม่ใช่หรือ?” คำตอบคือ ใช่แต่ยังไม่หมด” ส่วนว่าทำไมถึงยังไม่หมดนั้น เรามาดูกัน

เมื่อราวเกือบ ๓,๐๐๐ ปีก่อนพุทธศักราช อารยธรรมบริเวณพื้นที่ของอินเดียในปัจจุบันถูกเรียกว่า อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ” ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับ อารยธรรมเมโสโปเตเมีย” (Mesopotamia) ในลุ่มแม่น้ำไทกริส (Tigris) และยูเฟรตีส (Euphrates) รวมถึง อารยธรรมอียิปต์” (Egypt) ในลุ่มแม่น้ำไนล์ (Nile)

เรามาเริ่มจากคำว่า สินธุ” กัน คำนี้เป็นคำในภาษาสันสกฤตที่แปลว่า แม่น้ำ” และเมื่อถูกเขียนด้วยอักษรโรมันจะใช้ว่า “Sindhu” ซึ่งคำคำนี้ในภาษาเปอร์เซียโบราณใช้ว่า “Hindus” (ฮินดุส) เป็นคำที่ยืมมาจากคำว่า “Indos” (อินโดส) ในภาษากรีกโบราณ หรือ “Indus” (อินดุส) ในภาษาละติน ต่อมาเมื่ออังกฤษเข้ามาปกครองอินเดีย จึงได้เลือกคำว่า “Indus” ใช้ในการเรียกชื่อของแม่น้ำสินธุ และใช้คำว่า “India” (อินเดีย) เรียกชื่อประเทศ

คำเหล่านี้ในแต่ละประเทศมีการใช้ที่แตกต่างกันออกไป เช่น ชาวอังกฤษเรียก แม่น้ำอินดุส” แต่ชาวอินเดียและชาวไทยเรียก แม่น้ำสินธุ” สำหรับชื่อประเทศ ชาวอังกฤษและชาวไทยเรียก อินเดีย” แต่ชาวเปอร์เซียเรียก ฮินดุส” หรือ ฮินดุสถาน” ชาวญี่ปุ่นเรียก อินโด” เป็นต้น

ดังนั้น เราจะเห็นได้ถึงความสัมพันธ์ของคำว่า... สินธุ” “ฮินดุส (ฮินดู)” “อินโดส (อินโด)” “อินดุส” และ อินเดีย” ว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นคำคำเดียวกัน ต่างกันตรงที่การนำไปใช้นั่นเอง

ในตอนต่อไป เราจะเข้าไปสู่ ยุคพระเวท” ซึ่งเป็นยุคที่ฝ่ายศาสนจักรเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในสังคมอินเดียโบราณ รวมถึงการก่อเกิด ระบบวรรณะ” อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนรายละเอียดจะเป็นเช่นไร โปรดติดตามตอนต่อไป

ย้อนอดีต...ท่องประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา (ตอนที่ ๓)

ย้อนอดีต...ท่องประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
ตอนที่ ๓ : ชนชั้น-วรรณะ” ชนชั้นในสังคมอินเดียโบราณมีต้นกําเนิดมาจากไหน ?

คําคําหนึ่งที่เรามักจะนึกถึงเมื่อรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกปฏิบัติด้วยมาตรฐานที่ต่างกันในเรื่องเดียวกัน ในปัจจุบันคงต้องยกให้กับคําว่า สองมาตรฐาน” หรือถ้าเป็นก่อนหน้านี้หลายท่านอาจจะมีคําว่า แบ่งชนชั้นวรรณะ” ปรากฏขึ้นมาในใจก็เป็นได้ แต่การ แบ่งชนชั้นวรรณะ” หรือ ระบบวรรณะ” นี้เราทราบหรือไม่ว่า...มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเพียงใด และมีที่มาที่ไปอย่างไร ?

ถ้าจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของ  ระบบวรรณะ”  นี้คงต้องย้อนเวลากลับไปราว ๓,๐๐๐ ปีนับจากนี้          เพราะคําคํานี้ได้เริ่มต้นขึ้นภายหลังจากที่ อารยัน”(Aryan) เข้ามาสู่ดินแดนอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ และขับไล่ชนพื้นเมืองเดิมอย่าง มิลักขะ” (Milakkha) ถอยร่นลงไปสู่อินเดียตอนใต้  เมื่อการรบสิ้นสุดลง อารยัน” เองเป็นชนเผ่าเชื้อสาย คอเคซอยด์” (Caucasoid) ซึ่งเป็นชนผิวขาว เห็นถึงความแตกต่างระหว่างชนเผ่าตนและชนเผ่าพื้นเมืองอย่าง มิลักขะ” ซึ่งเป็นชนผิวเข้ม จึงเริ่มต้นใช้คําว่า วรรณะ”(varṇa) ซึ่งแปลว่า สี” เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างชนเผ่าตนเองกับชนเผ่าพื้นเมือง  นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ระบบวรรณะ” ในยุคอินเดียโบราณ


ต่อมา เมื่อ อารยัน” ตั้งหลักปักฐานในดินแดนแห่งนี้ได้แล้ว จึงเริ่มต้นดํารงชีพด้วยการทํากสิกรรมและปศุสัตว์แทนการล่าสัตว์ที่เคยทําอยู่ในครั้งเมื่อยังเป็นชนเผ่าเร่ร่อน โดยบทบาทของผู้ที่ทําหน้าที่กสิกรรมและปศุสัตว์นี้เรียกว่า แพศย์” หรือ ไวศยะ” (vaiśya) ซึ่งในภายหลังได้จัดพ่อค้าเข้าไว้ในกลุ่มนี้ด้วย ส่วนนักรบผู้ทําหน้าที่ปกครองและดูแลวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในเผ่า เรียกว่า กษัตริย์ ”(kṣatriya) และผู้ที่ทําหน้าที่สื่อสารกับเทพเจ้าโดยมี พระอินทร์” (Indra) เป็น เทพเจ้าสูงสุด” นั้น เรียกว่า พราหมณ์” (brāhmaṇa)

บทบาทเหล่านี้สันนิษฐานว่ามีอยู่ในชนเผ่า อารยัน ตั้งแต่ดั้งเดิม แต่ทว่าเป็นเพียงการแบ่งหน้าที่ของคนในชนเผ่าเท่านั้น ยังไม่ปรากฏเห็นเป็นการแบ่งชนชั้นในสังคม ต่อเมื่อ อารยัน” ได้รุกเข้ามาสู่ดินแดนแห่งนี้และมีการนําชนเผ่า มิลักขะ” เข้ามาจัดไว้ในกลุ่มล่างสุดที่เรียกว่า ศูทร” (śūdra) ซึ่งหมายถึงผู้ใช้แรงงาน หรือบ้างก็เรียกว่า ทาส” ตรงนี้เองที่ทําให้ ระบบวรรณะ” มีความหมายที่เปลี่ยนไปจากเรื่องของ การแบ่งสีผิว” กลายมาเป็น  การแบ่งชนชั้นในสังคม ยุคอินเดียโบราณนั่นเอง...

ย้อนอดีต...ท่องประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา (ตอนที่ ๔)

ย้อนอดีต...ท่องประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
ตอนที่ ๔ : ศาสนาพราหมณ์ในยุคที่ยังไม่มีพระพรหม
ยุคพระเวท (Vedic Period) : ๘๐๐-๓๐๐ ปีก่อนพุทธศักราช

ก่อนที่ชนเผ่า อารยัน” จะเข้ามาครอบครองอินเดีย อารยัน” มีความเชื่อทางศาสนาที่เชื่อมโยงกับเทพเจ้าต่าง ๆ โดยมี พระอินทร์” (Indra) เป็นเทพเจ้าสูงสุดและเป็นเทพสงครามผู้ประทานชัยชนะเหนือ มิลักขะ” นอกจาก พระอินทร์” แล้ว ยังมีเทพเจ้าอีกมากมาย ซึ่งโดยมากจะเป็นเทพเจ้าที่เกี่ยวโยงกับธรรมชาติ เช่น  สุริยเทพ(เทพแห่งดวงอาทิตย์)  อัคนีเทพ(เทพแห่งไฟ)  เป็นต้น

ในการสื่อสารกับเทพเจ้าต่าง ๆ อาศัย พราหมณ์” เป็นผู้ทําหน้าที่ผ่านพิธีบูชายัญ ซึ่งในยุคแรกนั้นยังไม่ปรากฏว่ามีการฆ่าสัตว์เพื่อเซ่นสรวงบูชายัญ แต่อาศัยเนยใส เนยข้น น้ำมัน เป็นต้น และสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้ในพิธีกรรมดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นต้นกําเนิดของชื่อยุคนี้ นั่นคือ คัมภีร์พระเวท” (Veda) ประกอบด้วย ๓ คัมภีร์ รวมเรียกว่า ตริเวท” (Triveda) หรือ สังหิตา” (Saṃhitā) ซึ่งเราจะรู้จักกันในชื่อ คัมภีร์ไตรเพท” ประกอบด้วย...



๑. ฤคเวท (Ṛgveda) เป็นคัมภีร์ที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุดในโลก เกิดขึ้นราว ๘๐๐ ปีก่อนพุทธศักราชประกอบด้วยบทสวดสรรเสริญและอ้อนวอนเทพเจ้าต่าง ๆ ซึ่งในจํานวนนี้มีการกล่าวสรรเสริญถึง พระอินทร์” ซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดอยู่ถึงกว่า ๑ ใน ๔ ของเนื้อหาทั้งหมด นับเป็นคัมภีร์ที่สําคัญและเก่าแก่ที่สุด ที่ทําให้ทราบถึงเรื่องราวเกี่ยวกับ อารยัน” ได้เป็นอย่างดี

๒. สามเวท (Sāmaveda) เป็นคัมภีร์ที่ใช้ในการบรรยายเพื่อบูชาเทพเจ้าด้วยน้ำโสม เป็นคัมภีร์ที่แยกออกมาจาก ฤคเวท” อีกที

๓.ยชุรเวท (Yajurveda)เป็นคัมภีร์ที่ใช้อธิบายการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ โดยคัดเอามนตร์ใน ฤคเวท” มาดัดแปลงและร้อยเรียงเป็นร้อยแก้ว เพื่อใช้ในการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา  จะเห็นได้ว่าศาสนาพราหมณ์ในยุคพระเวทเน้นการอ้อนวอนต่อเทพเจ้าต่าง ๆ ผ่านพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีกรรม เพื่อให้สมความปรารถนาในสิ่งที่มุ่งหวัง โดยอาศัยคัมภีร์พระเวท ส่วนจุดมุ่งหมายสูงสุดนั้นยังไม่เด่นชัดในยุคพระเวทนี้

แล้วเป้าหมายสูงสุดในเรื่อง โมกษะ” (mokṣa) หรือเทพเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งอย่าง พระพรหม” (Brahma) ที่เราไม่พบในคัมภีร์ยุคพระเวทอย่าง คัมภีร์ไตรเพท” สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาในยุคใด ด้วยสาเหตุอะไร โปรดติดตามในตอนต่อไป

ย้อนอดีต...ท่องประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา (ตอนที่ ๕)



ย้อนอดีต...ท่องประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา

ตอนที่ ๕ : กำเนิดพรหมสร้างโลกและการเปลี่ยนขั้วอำนาจในระบบวรรณะ

ยุคพราหมณะ (Brahmana Period : ๓๐๐ - ๑๐๐ ปีก่อนพุทธศักราช)


หากยังคงจำกันได้ ในยุคแรกที่ชนเผ่า อารยัน” เข้ามาครอบครองอินเดีย อารยัน” มีความเชื่อทางศาสนาที่เชื่อมโยงกับเทพเจ้าสูงสุดและเป็นเทพสงครามอย่าง พระอินทร์” (Indra) ดังนั้นในคัมภีร์ ไตรเพท” ซึ่งเป็นคัมภีร์ในยุคพระเวท จึงไม่เคยปรากฏเทพเจ้าสูงสุดนามว่า พระพรหม” (Brahma)

คำว่า พรหม” เริ่มปรากฏครั้งแรกในคัมภีร์ยุคปลายพระเวทอย่าง อถรรพเวท” (Atharveda) หรือ ศตปถพราหมณะ” (Śatapatha Brāhmaṇa) ราว ๓๐๐ - ๑๐๐ ปีก่อนพุทธศักราช ได้กล่าวถึง พระพรหม” ว่าเป็นเทพเจ้าสูงสุดผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย เป็นเทพเจ้าอันอุดม อยู่เหนือเทพเจ้าทั้งปวงที่ปรากฏด้วยรูปกาย (ไร้รูป) และอยู่เหนือเพศภาวะทั้งปวง (ไร้เพศ) และในยุคนี้ ได้ลดบทบาทของ พระอินทร์” ที่เคยเป็นเทพเจ้าสูงสุดลง ด้วยเหตุที่ พระอินทร์” เมาสุราบ้าง เจ้าชู้บ้าง พ่ายแพ้ให้แก่พวกอสูรบ้าง

เมื่อ พระพรหม” เริ่มเป็นที่ยอมรับแทน พระอินทร์” แล้ว ได้มีการสร้าง ตำนานพรหมสร้างโลก” โดยกล่าวว่า ก่อนโลกจะถือกำเนิดขึ้นมีสภาวะว่างเปล่า และเมื่อกาลเวลาผ่านไป มีการประชุมรวมกันของสภาวะบางอย่างเข้าด้วยกันเป็นกลุ่มก้อนกลมเหมือนไข่ทองคำ และ พระพรหม” ถืออุบัติขึ้นในไข่ทองคำนั้น และบันดาลให้ไข่ทองคำแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนบนเป็น เทวโลก” ส่วนล่างเป็น มนุษยโลก” จากนั้นจึงได้สร้างพระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว และธรรมชาติต่าง ๆ ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย

พระพรหม” กลายเป็นเทพเจ้าสูงสุด ผู้ให้กำเนิดสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งปวง แต่ด้วยความที่ พระพรหม” มีสภาวะอุดมคติ ไร้รูป จึงเป็นการยากที่จะเคารพสักการะ ต่อมาจึงได้ถือกำเนิด พระพรหม ๔ หน้า” เพื่อดูแลตลอดทิศทั้ง ๔ ขึ้น แต่ด้วยความที่มีเพียง ผู้สร้าง” อย่าง พระพรหม” จึงไม่อาจตอบปัญหากฎของธรรมชาติบางประการได้ ทำให้ในกาลต่อมาได้กำเนิด พระวิษณุ” (Viṣṇu) เทพเจ้าผู้รักษา และ พระศิวะ” (Śiva) เทพเจ้าผู้ทำลาย ที่รวมเรียกว่า ตรีมูรติ” (Trimūrti) เพื่อตอบกฎธรรมชาติของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมสลาย และเพื่อไม่ให้ขัดกับหลักการเดิมในเรื่อง พระพรหม” เป็นผู้ให้กำเนิดทุกสรรพสัตว์และสรรพสิ่ง ดังนั้น พระพรหม” จึงเป็นผู้ให้กำเนิดทั้ง พระวิษณุ” และ พระศิวะ

กำเนิดพรหมสร้างโลก

ยุคพระเวท 800 ปี ก่อนพุทธศักราช พระอินทร์เป็นเทพเจ้าสูงสุด

แต่ด้วยเหตุที่ในตำนานพระอินทร์เมาสุราบ้าง เจ้าชู้บ้าง แพ้แก่พวกอสูรบ้าง ทำให้ไม่เป็นที่น่าศรัทธา พราหมณ์จึงต้องสร้างเทพที่เหนือกว่าพระอินทร์ขึ้นมาคือ พรหม” (Brahma) 
ซึ่งคำว่าพรหมไม่ได้มีมาแต่เดิมในคัมภีร์ยุคเก่าแก่คือ ไตรเพท
แต่ปรากฏขึ้นในคัมภีร์ยุคปลายพระเวทอย่าง อถรรพเวท

ยุคพราหมณะ 300 - 100 ปี ก่อนพุทธศักราช พระพรหมเป็นเทพเจ้าสูงสุด


พระพรหมยุคดั้งเดิมเป็นสภาวะอุดมคติยังไม่มีรูปร่าง
เป็นเทพเจ้าสูงสุดผู้ให้กำเนิดสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งปวง

ต่อมาสร้างรูปเคารพของพรหม เพื่อใช้ในการทำพิธีกรรม
โดยทำเป็นพรหม ๔ หน้า เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการดูแลทิศทั้ง ๔

กำเนิดตรีมูรติ


เพื่อตอบกฎที่ยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมสลายไป 
จึงสร้างให้มีมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ ๓ องค์ คือ พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ รวมเรียกว่าตรีมูรติ

พราหมณ์ตอกย้ำระบบชนชั้นวรรณะ โดยกำหนดว่าวรรณะเกิดจากส่วนต่าง ๆ ของพรหม

______________________________

การเกิดขึ้นในยุคต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าแท้ที่จริงแล้ว 
เทพเจ้าอาจจะไม่ใช่ผู้สร้างมนุษย์
แต่ในทางกลับกัน
มนุษย์อาจจะเป็นผู้สร้างเทพเจ้า
______________________________


ตอนที่ ๕ (ต่อ)

ตรีมูรติ” มีอยู่ด้วยกันหลายรูปลักษณ์ บ้างว่ามี ๓ เศียร บ้างว่ามี ๑ เศียร แต่ ๓ พักตร์ แม้ว่าจะสามารถตอบโจทย์เรื่องกฎธรรมชาติได้ แต่ในกาลต่อมา แนวความคิดเรื่อง ตรีมูรติ” นี้กลับกลายมาเป็นความขัดแย้งในเรื่อง เทพเจ้าสูงสุด” จนกลายเป็นมูลเหตุในการแบ่งแยกนิกายคือ กลุ่มที่บูชา พระวิษณุ” ได้ก่อกำเนิดเป็นนิกาย ไวษณวะ” มีอิทธิพลทางอินเดียตอนเหนือ ส่วนกลุ่มที่บูชา พระศิวะ” ได้ก่อกำเนิดนิกาย ไศวะ” มีอิทธิพลทางอินเดียตอนใต้

จากแนวความคิดเรื่องเทพเจ้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน ยุคพราหมณะ” นี้ นอกจากจะเห็นได้ว่าแท้ที่จริงแล้วเทพเจ้าอาจจะไม่ใช่ผู้สร้างมนุษย์ แต่ในทางกลับกัน มนุษย์กลับเป็นผู้สร้างเทพเจ้าต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น ยังทำให้เห็นถึงแนวคิดในการถ่ายโอนอำนาจจากวรรณะ กษัตริย์” ไปสู่วรรณะ พราหมณ์” โดยจะเห็นได้จากใน ยุคพระเวท” เทพเจ้าสูงสุด คือ พระอินทร์” เป็นเทพสงครามเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ เปรียบเสมือนตัวแทนของวรรณะ กษัตริย์” แต่เมื่อมาถึง ยุคพราหมณะ” เทพเจ้าสูงสุดถูกเปลี่ยนมาเป็น พระพรหม” ซึ่งเปรียบเสมือนกับตัวแทนของวรรณะ พราหมณ์” ตรงนี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนขั้วอำนาจของวรรณะชั้นสูงทั้ง ๒ วรรณะ

ไม่เพียงแต่วรรณะ กษัตริย์” เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แม้แต่วรรณะชั้นล่างอย่าง แพศย์” (ไวศยะ) และ ศูทร” ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน กล่าวคือ พราหมณ์” ได้ยกเอาเนื้อความในคัมภีร์ ปุรุษสูกตะ” (Puruśasūkta) ซึ่งเป็นคัมภีร์ในปลายยุคพระเวท ที่มีใจความกล่าวถึงวรรณะพราหมณ์” ว่ามีกำเนิดมาจาก ปาก” ของพระพรหม วรรณะ กษัตริย์” กำเนิดจาก แขน” วรรณะ แพศย์” กำเนิดจาก ต้นขา” และวรรณะ ศูทร” กำเนิดจาก เท้า” ของพระพรหม มาขยายผลในระบบวรรณะ เป็นการตอกย้ำให้ผู้ที่อยู่วรรณะชั้นล่าง ไม่เห็นหนทางในการเอาชนะระบบวรรณะได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการแบ่งชั้นวรรณะในสังคมอินเดียโบราณ ยุคพราหมณะ” อย่างชัดเจน เป็นความรุนแรงที่มีมากกว่าใน ยุคพระเวท

ใน ยุคพราหมณะ” นี้ เราได้เห็นถึงการกำเนิดขึ้นของ พระพรหม” เทพเจ้าที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้สร้างโลก” รวมถึงพัฒนาการไปสู่ ตรีมูรติ” เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและมีอำนาจของวรรณะ พราหมณ์” ที่อาจจะกล่าวได้ว่าอยู่เหนืออำนาจของวรรณะ กษัตริย์” อีกทั้งยังทำให้การแบ่งชนชั้นวรรณะทวีความรุนแรงขึ้นอีกด้วย แต่ทว่าความเรืองอำนาจของ พราหมณ์” ใน ยุคพราหมณะ” นี้ กลับมีเหตุที่ทำให้ต้องหยุดชะงักลง จนเป็นเหตุให้แนวคิดในเรื่อง โมกษะ” (mokṣa) มีบทบาทขึ้นมาแทนที่ 

การเปลี่ยนขั้วอำนาจในระบบวรรณะ

พระอินทร์” ผู้เป็นเทพสงคราม เสมือนตัวแทนของวรรณะ กษัตริย์” ถูกลดความสำคัญ

พระพรหม” เป็นผู้สร้าง เสมือนกับตัวแทนของวรรณะ พราหมณ์” ถูกสร้างความสำคัญ 

แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนขั้วอำนาจของวรรณะชั้นสูงทั้ง ๒ วรรณะ
พราหมณ์จึงสร้างระบบต่าง ๆ เพื่อตอกย้ำให้วรรณะของตนเข้มแข็งขึ้น


จะเห็นว่าวรรณะพราหมณ์มาจาก ปาก” ของพระพรหม 
ส่วนวรรณะกษัตริย์มาจาก แขน” ซึ่งอยู่ต่ำกว่า
เป็นการแสดงอำนาจที่อาจกล่าวได้ว่าวรรณะพราหมณ์อยู่สูงสุด
ซึ่งเป็นการสร้างอำนาจของพราหมณ์ และทำให้การแบ่งชนชั้นวรรณะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกด้วย

และหลังจากนี้จะเกิดแนวคิดเรื่อง โมกษะ” ที่ทำให้ยุคพราหมณะต้องชะงักลง 
ซึ่งจะเป็นอย่างไรและเกี่ยวข้องอย่างไรกับพระพุทธศาสนา โปรดติดตามในตอนต่อไป.

ตอนที่ ๖ การปรับตัวอีกครั้งของศาสนจักรและการทวงอำนาจคืนของวรรณะกษัตริย์
ยุคอุปนิษัท (Upanishad Period : ๑๐๐ ปีก่อนพุทธศักราช ต้นพุทธกาล)


ใน “ยุคพระเวท” และ “ยุคพราหมณะ” ได้มีการปรับตัวของศาสนจักรทั้งในเรื่องคำสอน รวมถึงขั้วอำนาจของวรรณะ กล่าวคือ มีการสร้างความชอบธรรมของวรรณะพราหมณ์ โดยการเอ่ยอ้างถึง “พระพรหม” ผู้สร้างโลก ซึ่งต่อมาพัฒนาการไปสู่ “ตริมูรติ” อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของวรรณะ “พราหมณ์” ที่อาจจะกล่าวได้ว่าอยู่เหนืออำนาจของวรรณะ “กษัตริย์”

ครั้นเมื่อกาลเวลาผ่านไปไม่นาน ศาสนจักรต้องรับมือกับคำถามในเรื่องโลกและชีวิตอีกครั้ง ซึ่งในอินเดียยุคนั้นมีรากฐานทางสังคมที่มั่นคง ผู้คนทั้งหลายจึงเริ่มฉุกคิดและเริ่มตั้งคำถามในเรื่องดังกล่าว เป็นต้นว่า “การบูชายัญ...เอาชนะความทุกข์ได้จริงหรือ” หรือ “ชีวิตคืออะไร...เราเกิดมาทำไม...ตายแล้วจะไปไหน...อะไรคือที่สุดในสังสารวัฏ” จนเกิดเป็นการรวมกลุ่มของนักคิดต่าง ๆ ถึงกับมีการตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับศาสนจักรหรือวรรณะ “พราหมณ์” โดยบางกลุ่มมีวรรณะ “กษัตริย์” เป็นผู้ขับเคลื่อนอยู่ ซึ่งปรากฏการณ์นี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นการทวงอำนาจคืนของ “กษัตริย์” หลังจากสูญเสียอำนาจให้แก่ “พราหมณ์” ใน “ยุคพราหมณะ”


เมื่อมีคำถามจากกลุ่มนักคิดทั้งหลายมากขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของพวกพราหมณ์ที่จะต้องตอบคำถามทั้งหลายในเรื่องโลกและชีวิตเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ “คัมภีร์อุปนิษัท” (Upaniṣad) จึงถือกำเนิดขึ้น โดย “คัมภีร์อุปนิษัท” นี้มีอยู่มากกว่า ๒๐๐ คัมภีร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าคัมภีร์เหล่านี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันในช่วงยุคสมัยนี้ หากเป็นเพราะคัมภีร์ที่กำเนิดในยุคต่อมาก็ตาม แต่ยังคงใช้ชื่อเรียกคัมภีร์เหล่านั้นว่า “คัมภีร์อุปนิษัท” อยู่นั่นเอง

คำสอนใน “คัมภีร์อุปนิษัท” เป็นแนวคิดที่ลึกซึ้งและยากต่อการทำความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดในเรื่อง “พรหมัน-อาตมัน” (Brahman-Ātman) ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ ไม่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ยุคต้นอย่าง “คัมภีร์พระเวท” แต่อย่างใด นอกจากนี้ยังได้มีการกล่าวสำทับลงไปอีกว่า... 

“แม้ผู้ที่ฉลาดในพระเวท ก็ยังมิอาจหลุดพ้นจากทุกข์หรือโมกษะ (mokṣaได้ ทั้งนี้เป็นเพราะเขายังไม่รู้จักพรหมัน แต่ทว่าผู้ที่รู้จักพรหมัน แม้จะไม่รู้จักพระเวทเลย ย่อมสามารถทำตนให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้”

ทั้งนี้เป็นเพราะ “คัมภีร์พระเวท” ซึ่งถือว่าเป็นวจนะของพระผู้เป็นเจ้าโดยตรงนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่เกิดมาจาก “พรหมัน” กล่าวคือ ออกมากับลมหายใจของพรหมันนั่นเอง ดังนั้น “คัมภีร์อุปนิษัท” จึงมีความสำคัญเหนือกว่า “คัมภีร์พระเวท” ด้วยเหตุนี้

ในตอนต่อไปเราจะมาพูดถึงแนวคิดในเรื่อง “พรหมัน-อาตมัน” กับ “การหลุดพ้น” หรือ “โมกษะ” เพื่อให้เห็นถึงวิวัฒนาการด้านคำสอนของศาสนาพราหมณ์ในอินเดียโบราณ ก่อนจะมีการปรากฏขึ้นของศาสนาที่มีแนวคิดตรงกันข้าม...อย่างพระพุทธศาสนา

ตอนที่ ๗ แนวคิดเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดและการหลุดพ้นในยุคอินเดียโบราณ


คนเราเมื่อตายแล้ว...ไปอยู่พระจันทร์ ??

แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งต่อมาได้ใช้ศัพท์เฉพาะว่า “สังสาระ” (saṃsāra) นั้น มีการทิ้งร่องรอยไว้ในยุคพระเวทบ้าง แต่เริ่มมาปรากฏให้เห็นชัดเจนในช่วงปลายยุคพราหมณะถึงช่วงต้นยุค
อุปนิษัท

ในที่นี้ได้มีการกล่าวถึงว่า เมื่อมนุษย์เราหลับตาลาโลกนี้ไป ดวงวิญญาณจะไปบังเกิดที่ “พระจันทร์” จากนั้นดวงวิญญาณจะตกลงมายังโลกมนุษย์อีกครั้งพร้อมกับ “น้ำฝน” และซึมลงไปใน “ผืนดิน” แล้ว “ธัญพืช” ทั้งหลายก็ดูดซึมดวงวิญญาณนั้นเข้าไป และเมื่อ “บุรุษ” กินธัญพืชนั้นเข้าไป ดวงวิญญาณก็จะไปอยู่ในกายของบุรุษ ต่อเมื่อมีการอยู่ร่วมกันกับ “สตรี” ดวงวิญญาณนั้นก็จะเข้าไปสู่ครรภ์ของสตรี นับเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่

จากแนวคิดเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดดังกล่าวนี้ แม้จะตอบโจทย์ในเรื่อง “ตายแล้วไปไหน” ก็ตาม แต่ยังมีคำถามเกี่ยวกับ “เป้าหมายสูงสุดและวิธีการหลุดพ้น” ค้างคาใจให้ผู้คนในยุคนั้นแสวงหาคำตอบกันต่อไป



โมกษะ...หลุดจากสภาวะหนึ่งไปผูกกับอีกสภาวะหนึ่ง ??

ด้วยสาเหตุในข้างต้น ส่งผลให้พราหมณ์ต้องตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการหลุดพ้นหรือ “โมกษะ” (mokṣa) ให้ได้  จึงได้เป็นจุดกำเนิดของแนวคิดในเรื่อง “พรหมัน-อาตมัน” (Brahman-Ātman) ในเวลาต่อมา

ดวงวิญญาณของสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดนี้ เรียกว่า “อาตมัน” ซึ่งบังเกิดจากสภาวะสูงสุดอันเป็นอุดมคติ เรียกว่า “พรหมัน” หรือ “พระพรหม” ตราบเท่าที่สรรพสัตว์ยังต้องเวียนเกิดเวียนตายอยู่นั้น “อาตมัน” หรือสิ่งที่เรียกกันว่า “ดวงวิญญาณ” ก็จะทำหน้าที่ไปเกิดมาเกิดอยู่เรื่อยไป ยังคงวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ ต่อเมื่อวันใดที่ “อาตมัน” ได้กลับไปสู่สภาวะสูงสุดดั้งเดิม คือ “พรหมัน” เมื่อนั้นจึงได้ชื่อว่า “หลุดพ้น” หรือ “โมกษะ”นั่นเอง

แต่ทว่าวิธีการเพื่อให้เข้าถึง “โมกษะ” นั้นควรทำอะไรและจะอธิบายอย่างไร เพื่อจะไม่ให้ขัดแย้งกับหลักการดั้งเดิมในเรื่องของการบูชายัญ? เรามาศึกษาร่วมกันในตอนต่อไป...  

ตอนที่ ๘ : อาศรม ๔...ลำดับขั้นในการดำเนินชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต



ในคัมภีร์พระเวทได้กล่าวถึงหลักการดำเนินชีวิตเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายของชีวิตมนุษย์ที่เรียกว่า อาศรม ๔” (āśrama) อันประกอบด้วย

๑. พรหมจารี (brahmacārin) เป็นวัยที่ต้องศึกษาเล่าเรียน โดยจะเริ่มต้นที่พิธีฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ และจะต้องให้ความเคารพต่ออาจารย์ ศึกษาศิลปวิทยากับผู้เป็นอาจารย์

๒. คฤหัสถ์ (gṛhastha) เป็นวัยของผู้ครองเรือน แสวงหาความสุขทางโลก และประกอบอาชีพให้มีฐานะมั่นคง

๓. วานปรัสถ์ (vānaprastha) เป็นวัยของผู้แสวงหาความสุขสงบ ปลีกวิเวกอยู่ในป่า เพื่อบำเพ็ญเพียรทางจิต มุ่งบำเพ็ญเพื่อสัมปรายภพ

๔. สันนยาสี (saṃnyāsin) เป็นวัยของผู้สละเรือน บุตรและภรรยา ออกบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าจนสิ้นอายุขัย เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต คือ โมกษะ (mokṣa)

จะเห็นได้ว่า อาศรม ๔” เป็นลำดับขั้นในการดำเนินชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งมีกล่าวมาตั้งแต่ ยุคพระเวท” แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า อาศรม ๔” นี้กลับไม่ได้ถูกให้ความสำคัญเท่าที่ควร เพราะในยุคทั้งสองนั้น ยังคงให้ความสำคัญกับการบูชายัญเพื่อเซ่นสรวงเทพเจ้าต่าง ๆ

แต่ทว่า เมื่อมาถึงใน ยุคอุปนิษัท” ได้มีแนวคิดในเรื่อง พรหมัน-อาตมัน” ขึ้น เพื่อตอบปัญหาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏและความหลุดพ้น ที่เรียกว่า โมกษะ” โดยยกหลักปฏิบัติ อาศรม ๔” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของ สันนยาสี” ขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ข้อสงสัยในเรื่องการบรรลุ โมกษะ” ที่ว่า การบูชายัญนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ในโลกหน้า แต่ยังไม่อาจเป็นไปเพื่อการบรรลุ โมกษะ” เข้าถึง พรหมัน” ได้ เป็นการเสริมเพิ่มเติมในเรื่องการบำเพ็ญเพียรทางจิตด้วยการสละเรือนอยู่ป่าในช่วง สันนยาสี” ขึ้น โดยไม่ขัดต่อแนวคิดใน ยุคพระเวท” และ ยุคพราหมณะ

อย่างไรก็ตาม กระแสแนวคิดเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นของผู้คนในยุคนั้นยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดของกลุ่มที่ปฏิเสธคัมภีร์พระเวทอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเรียกตนเองว่า สมณะ” (samaṇa) นั่นเอง



ย้อนอดีต...ท่องประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา 
ตอนที่ ๙ : สมณะ...กระแสต่อต้านแนวความคิดของพราหมณ์

-----------------------------------------

แม้แนวความคิดในเรื่อง “พรหมัน-อาตมัน” และ “โมกษะ” รวมถึงหลัก “อาศรม ๔” จะได้รับการหยิบยกขึ้นมาตอบโจทย์เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏและความหลุดพ้นในช่วงยุค “อุปนิษัท” ก็ตาม แต่ทว่าแนวคิดที่ทวนกระแสและท้าทายอำนาจของพราหมณ์ ก็ไม่ได้เบาบางลงไป ซึ่งกลุ่มแนวคิดนี้เรียกตนเองว่า “สมณะ” (samaṇa)

ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา เราจะได้พบเห็นคำว่า “สมณพราหมณ์” อยู่เนือง ๆ ซึ่งคำคำนี้ได้หมายเอากลุ่มแนวคิด ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ ในยุคปลายอุปนิษัทจนถึงยุคพุทธกาล นั่นคือ กลุ่มของ “สมณะ” และ “พราหมณ์” ดังตัวอย่างที่ปรากฏใน “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” ที่ว่า...


เอตมฺภควตา พาราณสิยํ อิสิปตเน มิคทาเย อนุตฺตรํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมึ
นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงหมุนแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันกรุงพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก ให้หมุนกลับไม่ได้

แนวคิดของกลุ่ม “สมณะ” นี้ เป็นแนวคิดแบบ “นาสติกะ” (nāstika) เป็นแนวคิดปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและคัมภีร์พระเวทอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งไม่ยอมรับขนบธรรมเนียมประเพณีของ “พราหมณ์” ที่นับถือในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และคัมภีร์พระเวท ที่เรียกว่า “อาสติกะ” (āstika) โดยในกลุ่มของ “สมณะ” นี้ ยังมีการแบ่งแนวคิดออกเป็นอีก ๒ กลุ่ม คือ

๑. กลุ่มที่มุ่งเน้นการใช้ “ตรรกะ” ในการแสวงหาความรู้ ความหลุดพ้น โดยแนวคิดกลุ่มนี้ นอกจากจะปฏิเสธอำนาจเหนือธรรมชาติอย่างพระเจ้าแล้ว ยังปฏิเสธในเรื่องญาณหยั่งรู้ต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งเราสามารถพบเห็นหลักปฏิบัติและแนวคิดของกลุ่มนี้ได้จากคัมภีร์พระพุทธศาสนา อาทิ กลุ่ม “อาชีวก” (Ājīvaka) และ “ปริพาชก” (Paribājaka) เป็นต้น

๒. กลุ่มที่มุ่งเน้นการ “ปฏิบัติ” จนเห็นเป็นที่ประจักษ์ รู้แจ้งเห็นจริงด้วยประสบการณ์ของตนเอง แม้แนวคิดกลุ่มนี้จะปฏิเสธอำนาจเหนือธรรมชาติอย่างพระเจ้า แต่ยอมรับในเรื่องญาณหยั่งรู้ อาทิ แนวคิดของ “เชน” (Jaina) ซึ่งกล่าวกันว่ามีความใกล้เคียงกับแนวคิดบางประการของพระพุทธศาสนา

ในครั้งต่อไป เราจะมาดูแนวคิดของกลุ่ม “สมณะ” นี้กันต่อไป โดยจะหยิบยกเอากลุ่มแนวคิดที่ปรากฏร่วมสมัยกับพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ลัทธิของครูทั้ง ๖”


ความคิดเห็น