“พระเจ้าเมนันเดอร์” กับ “พระนาคเสนะเถระ”

“พระเจ้าเมนันเดอร์” กับ “พระนาคเสนะเถระ”
.

ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 4  ดินแดน “พาโรพามิสาเด” (paropamisadae) “คันธาระ” (Gandhara) “อราโคเชีย” (Arachosia) “ปัญจาบ” (Punjab) “มถุรา” (Mathura) ไปจรดนครปาฏลีบุตร (ปัฏนา) (Pataliputra -Patna) ในเขตลุ่มแม่น้ำคงคา ได้ตกมาอยู่ในการปกครองของอาณาจักรเบคเตรียตะวันออกอันยิ่งใหญ่ ในช่วงอิทธิพลสุดท้ายของชาวอินโด-กรีก หรือชาวโยนก (Yavana) ในเอเชีย
.
“พระเจ้าเมนันเดอร์ที่ 1” (Menander I Soter) หรือ “กษัตริย์ผู้ช่วยให้รอด” (Saviour King Menander) เป็นกษัตริย์อินโด-กรีก หรือ กรีกไอโอเนียน (Ionian Greeks) แห่งอาณาจักรเบคเตรียตะวันออก ในช่วงปลายของพุทธศตวรรษที่ 4 (พ.ศ. 388) จนถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 5 (พ.ศ. 413) ซึ่งในช่วงเวลานั้น อาณาจักรเบคเตรียเดิมทางตะวันตกกำลังถูกกลุ่มชาวศกะ ไซเธี่ยน (Saka -Scythian) และชาวคูซาน - กุษาณะ (Kushan) หรือ โย่วจือ (Yuezhi) จากทางเหนือเข้าโจมตี จนถึงในช่วงปี พ.ศ. 413 พระเจ้าเฮลิโอคลีสที่ 1 (Heliocles I) กษัตริย์ผู้ปกครองนครเบคเตรีย (Bactria) หรือเมืองบัลค์ (Balkh) จึงถูกสังหารในสงคราม อาณาจักรเบคเตรียตะวันตกล่มสลาย 
ในระหว่างที่เข้าครอบครองอินเดียเหนือ พระเจ้าเมนันเดอร์ หรือ “พระเจ้ามิลินท์” (Milinda) ในภาษาบาลี (เทวมันติยะในวรรณกรรม) กษัตริย์เบคเตรียตะวันออก ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่เมืองสาคาละ (Sagala) (ปัจจุบันอยู่ที่เมืองซิอัลโกต (sialkot) แคว้นปัญจาบ ทางเหนือของประเทศปากีสถาน) ซึ่งในเวลานั้น พุทธศาสนานิกายสรวาสติวาท (Sarvāstivāda Buddhist) อันเป็นนิกายหนึ่งของสถวีรวาท หีนยานหรือเถรวาทในยุคเริ่มแรก นิกายที่ใช้คัมภีร์สันสกฤตผสมภาษาปรากฤต เป็นนิกายทางพุทธศาสนาที่ได้รับความนิยมในดินแดนที่เพิ่งถูกชาวอินโด-กรีก-โยนกเข้าปกครองเป็นครั้งแรก
.
พระเจ้าเมนันเดอร์ที่มีความสนพระทัยในปรัชญา ศาสนาและความเชื่อ ตามนิสัยการเรียนรู้ของชาวกรีกมาตั้งแต่ยุคโบราณ พระองค์คงได้ให้ความสนใจใน “พุทธปรัชญา” ในดินแดนที่พระองค์เข้าปกครองทั้งที่คันธาระ หุบเขาสวัตและอินเดียเหนือที่มีความนิยมในพุทธศาสนา  ซึ่งชาวกรีกโยนกน่าจะเริ่มรู้จักพุทธศาสนามาตั้งแต่ครั้งที่พระธรรมรักขิตชาวโยนก (Yona  Dhammarakkhita) เป็นพระธรรมทูตเข้าไปเผยแพร่พุทธศาสนาในอาณาจักรเบคเตรีย ตั้งแต่สมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 4  ต่อมาในสมัยพระเจ้า “พระเจ้าเดเมตริอุส” (Demetrius) กษัตริย์แห่งเบคเตรีย ทรงได้รับพระนามว่า “ธรรมมิตร” (Dharmamita) และเรียกพระองค์เองว่า “พระผู้ไถ่ – พระผู้ช่วยให้รอด” (Saviour King) ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 4 ด้วยบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือเหล่าชาวพุทธจำนวนมาก ที่หนีตายมาจากการทำลายล้างของราชวงศ์ศุงคะหลังยุคของราชวงศ์โมลียะ มายังแคว้นคันธาระ-อราโคเชียในเขตอำนาจของพระองค์
.
พระเจ้าเมนันเดอร์ที่ทรงมีความสนใจในปรัชญาตะวันออก ได้เชิญเหล่าสมณพราหมณ์ ฤๅษีมุนีจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มาร่วมถกปุจฉาวิสัชนาในวิถีทางคำสอนและปรัชญาของแต่ละฝ่าย ซึ่งพระองค์ได้ตั้งข้อสงสัยที่เป็นตรรกะ (Logical) ตามปรัชญาขแบบ “เหตุผลนิยม”  (Rationalism) โดยทรงถามซ้ำและถามย้ำอยู่โดยตลอดหากยังไม่ประจักษ์ในข้อปรัชญา จนทำให้เหล่าสมณพราหมณ์พากันหนีออกจากนครสาคละ ด้วยเพราะไม่สามารถอธิบายความเป็นเหตุเป็นผลตามข้อเท็จจริงแบบวีถีของชาวกรีกได้
ประมาณปี พ.ศ. 392 นั้น พระองค์ได้ทรงอาราธนาเชิญ “พระนาคะเสนะ-นาคเสน” (Nāgasena) พระเถระในพระพุทธศาสนา มายังท้องพระโรงพระราชวังที่แวดล้อมด้วยกองทหารองครักษ์ 500 คน ที่มีมุขอำมาตย์ นักปรัชญาผู้ทรงความรู้ เป็นที่ปรึกษาของพระองค์คือ เดเมตริอุส (Demetrius) และ อันทิโอคัส  (Antiochus) ร่วมอยู่ด้วย
.
พระนาคเสน เกิดที่แคว้นแคชเมียร์  (Kashmir)  ซึ่งเป็นศูนย์กลางนิกายสรวาสติวาท เป็นผู้มีความรู้แตกฉานในพระอภิธรรม เป็นผู้มีความฉลาด เป็นนักพูดที่มีจิตวิทยา เมื่อได้เผชิญหน้ากับพระเจ้าเมนันเดอร์ ก็ได้ถกปุจฉาวิสัชนากะกันในพุทธปรัชญาของพุทธศาสนา ด้วยคำถามซ้ำ ๆ วนไปวนมา หากยังไม่สิ้นสุดในข้อกังขา โดยพระนาคเสนะยังได้ย้อนถามกลับไปหาปรัชญาเหตุผลนิยมของชาวกรีกอย่างถึงพริกถึงขิง แต่กระนั้นกษัตริย์ชาวกรีกไอโอเนี่ยนก็ทรงมีพระปรีชารอบรู้ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดังความใน “มิลินทปัญหา” (Milinda Pañha) หรือ “นาคเสนะภิกษุสูตร” (Nāgasenabhiksusūtra) ที่พระนาคเสนะได้บันทึกไว้ว่า 
.
“....กษัตริย์แห่งเมืองสาคละ พระนามว่ามิลินท์นั้น เป็นผู้คงแก่เรียน มีไหวพริบปฏิภาณที่ชาญฉลาดเป็นผู้ฟังที่สุขุม เลือกเวลาที่สมควรในการเจรจาตอบโต้ การได้เสวนากับพระองค์ทำให้รู้ว่า พระองค์นั้นมีความรอบรู้ในศิลปศาสตร์ 18 ประการ ทั้งเคล็ดลางจากสัตว์ ธรรมชาติวิทยา คณิตศาสตร์ งานช่างศิลปะ นิติศาสตร์ พาณิชยศาสตร์ ดาราศาสตร์ คัมธัพพศาสตร์ เวชศาสตร์ แพทยศาสตร์ ธนูศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โหราศาสตร์ มายาศาสตร์ เหตุศาสตร์ ผลศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ยุทธศาสตร์พิชัยสงคราม ลัทธิศาสตร์และฉันทศาสตร์ แต่กระนั้นพระองค์ก็ได้น้อมรับพุทธศาสนาของเราเป็นศาสตร์ที่ 19 ด้วยความปิติยินดีอย่างเห็นได้ชัด 
...
...พระเจ้ามิลินท์นั้นมีถ้อยคำจากปัญญาที่ยากจะหาผู้ต่อสู้ได้เท่าเทียม เป็นบุคคลผู้เอาชนะได้ยาก เป็นผู้มีเชาวน์ไหวพริบ ทรงมีคำถามที่ยากจะตอบ คงหาผู้ใดในชมพูทวีปนี้เป็นคู่โต้วาทีที่พอสมน้ำสมเนื้อกับพระองค์ได้ยากยิ่งนัก....
.
...พระองค์เป็นผู้ทรงไว้ด้วยความยุติธรรม มีความกล้าหาญยิ่งกว่านักรบ มีอำนาจ มีพระปรีชาสามารถ ทรงมั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยพระราชทรัพย์และเครื่องราชูปโภคเป็นอันมากพ้นเหลือคณนานับ มีพลพยุหมากมายมหาศาล  แผ่นดินในปกครองของพระองค์จึงเจริญรุ่งเรื่องมาก ....” 
.
เมื่อพระเจ้าเมนันเดอร์ทรงได้สดับคำวิสัชนาของพระนาคเสนะในท้องพระโรงจนหมดสิ้นความสงสัย  จึงได้ปลีกพระองค์ไปพร้อมกับพระนาคเสน แล้วทรงกล่าวว่า 
.
“... ปรัชญาของพุทธศาสนาเป็นเหตุเป็นผล เป็นข้อเท็จจริงแห่งชีวิตที่ไม่อาจโต้เถียงหรือปฏิเสธได้เลย เป็นอภิปรัชญาที่ทรงคุณค่าของแผ่นดินนี้ แผ่นดินที่ข้าได้เข้ามาครอบครอง ดังนั้น ข้าจะขอให้พระคุณเจ้านาคเสนเถระ ได้โปรดรับข้าให้เป็นพุทธมามกะ ผู้เป็นสาวกในปรัชญาแห่งพระพุทธองค์ นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะขอทำนุบำรุง อุปถัมภกพระพุทธศาสนาไปจนสิ้นชีวิตจากโลกนี้...”
.
-------------------------------------------------------
*** ร่องรอยหลักฐานของพุทธศาสนาในยุคสมัยของพระเจ้าเมนันเดอร์หรือพระเจ้ามิลินท์ ผู้ได้แลกเปลี่ยนปรัชญาจากโลกตะวันตกกับพระนาคเสนะเถระจากโลกตะวันออก ด้วยแนวทางเหตุผลนิยมเดียวกัน ปรากฏในมิลินทปัญหาว่า พระองค์ได้โปรดให้สร้าง “มิลินทวิหาร” ขึ้นถวายแก่พระนาคเสนะเถระ ทรงโปรดให้สร้างพระสถูปและซ่อมแซมพระอารามทั่วอาณาจักร เช่นที่ สถูปบัคคาร่า (Butkara stupa) ในหุบเขาสวัต ทางเหนือของแคว้นคันธาระ เหรียญกษาปณ์ของพระองค์ยังปรากฏสัญลักษณ์พระธรรมจักรเป็นครั้งแรกของชาวกรีกโยนก  พระองค์ทรงมีความยุติธรรมเป็นที่รักใคร่ของผู้คนทุกระดับชั้น จนได้รับพระนามว่า พระผู้ทรงธรรมหรือ “พระธรรมิกะ” (Dikaios-Dharmikasa)  
.
อีกทั้งยังปรากฏสลักนูนสูงบนเสาเวทิกาของสถูปภารหุต (Bharhut Stupa) ที่สร้างขึ้นในช่วงกลางพุทธ ศตวรรษที่ 5 มีจารึกว่า “เสาหินนี้อุทิศแก่ Mahilasa”  เป็นภาพของนักรบชาวกรีก-โยนก ในฐานะพระทวารบาลผู้พิทักษ์สถูป มีผมหยิกสั้น รัดศีรษะด้วยแถบคาดไม่มีผ้าโพกคลุมมวยผมแบบอินเดีย สวมเสื้อคลุม (tunics) และรองเท้าบู๊ต ในมือขวาถือพวงองุ่นอันเป็นของชาวกรีก บนฝักดาบมีสัญลักษณ์มงคลศรีวัตสะ (Srivasta) หรือนันทิบาท” (Nandipada) หรือ สัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาที่เรียกว่าตรีรัตนะ (Triratana)  ซึ่งภาพของนักรบชาวกรีก-โยนกนี้อาจได้รับแรงบันดาลใจในงานศิลปะมาจาก “พระเจ้าเมนันเดอร์” กษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่ชาวอินโดกรีก ในยุคก่อนการสร้างพระสถูปประมาณ 40 ปี นั่นเองครับ
.
.
.
วรณัย  พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

Cr Voranai Pongsachalakorn

Posted by Onnie 🦋

ข้อคิด คำถาม

พระนาคเสน เกิดที่แคว้นแคชเมียร์(Kashmir) ซึ่งเป็นศูนย์กลางนิกายสรวาสติวาท เป็นผู้มีความรู้แตกฉานในพระอภิธรรม เป็นผู้มีความฉลาด เป็นนักพูดที่มีจิตวิทยา 

พระนาคเสนเป็นพระเถรวาท หรือเป็นพระมหายาน?

ความคิด คำตอบ

น่าจะเป็นสรรวาสติวาทนะคะ ไม่ใช่ทั้งเถรวาท(แบบไทย-ศรีลังกา)และมหายาน  แต่เป็นส่วนหนึ่งของเถรวาทแบบเก่าที่นิยมเรียกเป็นภาษาสันสกฤต(เพื่อแยกแยะว่าคนละแบบกับเถรวาทของเรา)ว่า สถวีรวาท

มิลินทปัญหาเก่าแก่ที่สุดน่าจะเกิดที่แคชเมียร์ (กาศมีระ-คันธาระ) แล้วเผยแพร่เข้าสู่เอเชียกลาง ไปยังจีน  แล้วค่อยมาทางศรีลังกา แต่งเป็นภาษาบาลี

มีพระภิกษุชาวเวียตนามศึกษาเปรียบเทียบเนื้อหาฉบับบาลีกับจีน ผลที่ได้บ่งชี้ว่าฉบับจีนน่าจะเก่ากว่าและมีความถูกต้องแม่นยำกว่า โดยเฉพาะในเรื่องตำแหน่งและระยะทางของสถานที่ที่กล่าวถึง

เรื่องที่เล่าว่าพระนาคเสนเชี่ยวชาญพระอภิธรรม 7 คัมภีร์นั้น ก็มีแต่ในฉบับบาลีค่ะ ฉบับจีนไม่มีกล่าวถึง

อภิธรรม 7 คัมภีร์เป็นของฝ่ายบาลี



มิลินทปัญหา เป็นปกรณ์มีมาเก่าแก่และสำคัญปกรณ์หนึ่งในพระพุทธศาสนา ไม่
ปรากฏว่าท่านผู้ใดเป็นผู้รจนา  เชื่อกันว่ารจนาขึ้นในราวพุทธศักราช ๕๐๐ ปรากฏตาม
มธุรัตถปกาสินี  ฎีกาแห่งมิลินทปัญหาซึ่งรจนาโดยพระมหาติปิฎกจุฬาภัย(๑) ว่าพระพุทธโฆษา-
จารย์  เป็นผู้แต่งนิทานกถาและนิคมกถาประกอบเข้า  ส่วนตัวปัญหา  ท่านหาได้กล่าวว่าผู้ใด
แต่งไม่(๒)
(๑)  ในคำนำ มิลินทปัญหา  ฉบับหอสมุดแห่งชาติ  พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชนุภาพ  ว่า
        พระปิฎกจุฬาภัย  เป็นผู้รจนามิลินทปัญหา และในบัญชีคัมภีร์ภาษาบาลีและสันสกฤต  ของหา
        พระสมุดวชิรญาณ  (หอสมุแห่งชาติ)  ว่า พระติปาติเถระ  เป็นผู้แต่งมธุรัตถปกาสินี  แต่มธุรัตถปกาสินี
        ฉบับอักษรโรมัน  ก็ว่า  รจนาโดย  พระมหาติปิฎกจุฬาภัยเถระ
(๒)  พระนิพธ์คำนำ  ของสมเด็จพระสังฆราช  (อุฏฺฐายีมหาเถร)  ในมิลินทปัญหาฉบับโรงพิมพ์ไท ๒๔๗๐

Milindapanha and Nagasenabhikshusutra: a comparative study through Pali and Chinese sources



๑๐. พุทฺธนิทสฺสนปญฺโห

10. Buddhanidassanapañho

๑๐ราชา อาห ‘‘ภนฺเต นาคเสน, พุทฺโธ อตฺถี’’ติ? ‘‘อาม, มหาราช, ภควา อตฺถี’’ติฯ ‘‘สกฺกา ปน, ภนฺเต นาคเสน, พุทฺโธ นิทสฺเสตุํ อิธวา อิธวา’’ติ? ‘‘ปรินิพฺพุโต, มหาราช, ภควา อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา, น สกฺกา ภควา นิทสฺเสตุํ ‘อิธ วา อิธ วา’’’ติฯ

10. Rājā āha ‘‘bhante nāgasena, buddho atthī’’ti? ‘‘Āma, mahārāja, bhagavā atthī’’ti. ‘‘Sakkā pana, bhante nāgasena, buddho nidassetuṃ idhavā idhavā’’ti? ‘‘Parinibbuto, mahārāja, bhagavā anupādisesāya nibbānadhātuyā, na sakkā bhagavā nidassetuṃ ‘idha vā idha vā’’’ti.

พระราชาตรัสถามว่า "พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีหรือ พระผู้เป็นเจ้า?"

        พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "ขอถวายพระพร มีอยู่."

        ร. "พระผู้เป็นเจ้าสามารถจะชี้ได้หรือว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ที่นี้หรือที่นี้."

      ถ. "พระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว ด้วยอนุปาทิเสนิพพานธาตุ อาตมภาพไม่สามารถที่จะชี้ได้ว่า อยู่ที่นี้หรือที่นี้."

 

‘‘โอปมฺมํ กโรหี’’ติฯ ‘‘ตํ กิํ มญฺญสิ, มหาราช, มหโต อคฺคิกฺขนฺธสฺส ชลมานสฺส ยา อจฺจิ อตฺถงฺคตา, สกฺกา สา อจฺจิ ทสฺเสตุํ ‘อิธ วา อิธ วา’’’ติ? ‘‘น หิ, ภเนฺต, นิรุทฺธา สา อจฺจิ อปฺปญฺญตฺติํ คตา’’ติฯ ‘‘เอวเมว โข, มหาราช, ภควา อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพุโต อตฺถงฺคโต, น สกฺกา ภควา นิทเสฺสตุํ ‘อิธ วา อิธ วา’ ติ, ธมฺมกาเยน ปน โข, มหาราช, สกฺกา ภควา นิทสฺเสตุํฯ ธมฺโม หิ, มหาราช, ภควตา เทสิโต’’ติฯ

‘‘Opammaṃ karohī’’ti. ‘‘Taṃ kiṃ maññasi, mahārāja, mahato aggikkhandhassa jalamānassa yā acci atthaṅgatā, sakkā sā acci dassetuṃ ‘idha vā idha vā’’’ti? ‘‘Na hi, bhante, niruddhā sā acci appaññattiṃ gatā’’ti. ‘‘Evameva kho, mahārāja, bhagavā anupādisesāya nibbānadhātuyā parinibbuto atthaṅgato, na sakkā bhagavā nidassetuṃ ‘idha vā idha vā’ ti, dhammakāyena pana kho, mahārāja, sakkā bhagavā nidassetuṃ. Dhammo hi, mahārāja, bhagavatā desito’’ti.

ร. "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง."

   ถ. "พระองค์จะทรงพระดำริเห็นข้อความนั้นเป็นไฉน เปลวแห่งกองไฟอันใหญ่ที่ลุกโพลงอยู่ดับไปแล้ว พระองค์จะทรงสามารถชี้ได้หรือว่า อยู่ที่นี้หรือที่นี้."

        ร. "ไม่สามารถเลย เพราะว่าเปลวไฟนั้นดับแล้ว ถึงความไม่มีบัญญัติเสียแล้ว."

    ถ. "ข้อนั้นฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสนิพพานธาตุ ใคร ๆ ไม่สามารถจะชี้ได้ว่า อยู่ที่นี้หรือที่นี้ ดังนี้ ก็แต่ว่าสามารถจะชี้ได้ด้วยธรรมกาย เพราะว่าพระธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว."

‘‘กโลฺลสิ, ภเนฺต นาคเสนา’’ติฯ

‘‘Kallosi, bhante nāgasenā’’ti.

 ร. "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ."

พุทฺธนิทสฺสนปญฺโห ทสโมฯ


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประเด็นน่าสนใจทางวิชาการ

พุทธศาสนายุคต่างๆ

กิจกรรมทัศนศึกษาวิชา"พระไตรปิฏกศึกษาและการสืบค้น"